การลดความเสี่ยง จากการให้อาหารสายยางการให้อาหารทางสายยางมีความเสี่ยงหลัก ๆ อยู่ 3 ด้าน คือ การสำลักลงปอด, การติดเชื้อ และสายยางอุดตัน ซึ่งหากเราจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ได้ ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดโอกาสการกลับไปโรงพยาบาลได้มากครับ
นี่คือแนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงในแต่ละด้านอย่างเป็นระบบครับ:
1. ลดความเสี่ยง "การสำลักลงปอด" (Aspiration Pneumonia)
นี่คือความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด เพราะอาจทำให้ปอดอักเสบรุนแรงได้
จัดท่าทางให้เป๊ะ: ต้องให้ผู้ป่วย "นั่งหรือนอนหัวสูงอย่างน้อย 30-45 องศา" เสมอขณะให้อาหาร
ค้างท่าเดิมไว้: หลังให้อาหารเสร็จ ห้ามนอนราบทันที ให้คงท่าหัวสูงไว้ต่ออีกอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อให้อาหารเคลื่อนตัวลงจากกระเพาะ
เช็กอาหารค้าง: ดูดเช็กดูว่ามื้อเก่าหมดหรือยัง ถ้าเหลือเกิน 100-150 ซีซี ให้เลื่อนมื้อใหม่ไปก่อนเพื่อป้องกันอาหารล้นขย้อน
2. ลดความเสี่ยง "การติดเชื้อ" (Infection Control)
ความสะอาดของผู้ดูแล: ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนหยิบจับอุปกรณ์หรือเตรียมอาหาร
อาหารบูด: หากเป็นอาหารปั่นเอง ไม่ควรแขวนทิ้งไว้เกิน 2 ชั่วโมง (ถ้าเป็นอาหารสูตรสำเร็จไม่ควรเกิน 4-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ)
ความสะอาดของสาย: ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดจุกปิดสาย (Connection Port) ทั้งก่อนและหลังเปิดใช้ทุกครั้ง
3. ลดความเสี่ยง "สายอุดตันและแผลกดทับ" (Mechanical Issues)
ล้างสาย (Flush) ให้ถึง: ใช้น้ำต้มสุก 30-50 ซีซี ล้างสายทันทีหลังให้อาหารและยา อย่าปล่อยให้คราบอาหารแห้งกรัง
บดยาให้ละเอียด: ยาเม็ดต้องบดจนเป็นผงแป้งและละลายน้ำให้หมดก่อนฉีดเข้าสาย
สลับตำแหน่งติดพลาสเตอร์: สำหรับสายทางจมูก ให้เปลี่ยนจุดติดพลาสเตอร์ทุกวันเพื่อป้องกัน "แผลกดทับที่ปีกจมูก"
📊 ตารางเช็กอาการ "ผิดปกติ" ที่ต้องรีบพบแพทย์
อาการที่พบ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น สิ่งที่ควรทำ
ไออย่างรุนแรง หน้าเขียว สายยางหลุดเข้าหลอดลม หยุด ให้ทันที และรีบไปโรงพยาบาล
ท้องอืดมาก อาเจียน อาหารไม่ย่อย/ลำไส้อุดตัน งดอาหารมื้อถัดไปและปรึกษาแพทย์
รอบรูเจาะหน้าท้องบวมแดง แผลติดเชื้อ/อักเสบ ทำความสะอาดแผลและพบแพทย์
ท้องเสียบ่อย อาหารปนเปื้อน/สูตรอาหารไม่เหมาะ ตรวจสอบความสะอาด/ปรับสูตรอาหาร
💡 เคล็ดลับเพิ่มเติม
ควรมี "สมุดจดบันทึกประจำวัน" บันทึกปริมาณอาหารที่ให้ ปริมาณน้ำเปล่า และลักษณะการขับถ่าย (สี/จำนวนครั้ง) ข้อมูลนี้จะช่วยให้แพทย์ประเมินสุขภาพของผู้ป่วยได้แม่นยำขึ้นมากครับ